4/27/2556

ความสามารถในการรับรู้ของมุษย์


ความสามารถในการรับรู้ของมนุษย์

      หูมนุษย์สามารถได้ยินหรือรับรู้ความถี่เสียงที่ความถี่ระหว่าง 20Hz - 20kHz และการรับรู้ของหูเราเป็นแบบสองทิศทาง หรือ การรับรู้แบบ stereo นั้นจึงทำให้มนุษย์สามารถบอกทิศทางและแหล่งกำเนิดเสียงว่ามาจากทางใด   สูง ต่ำ ไกล้  ไกล
     
      แต่ด้วยความที่ ลักษณะกายภาพ และ โครงสร้างของมนุษย์แต่ละคนไม่เหมือนกันจึงทำให้แต่ละคนได้ยิน ความถี่ไม่เหมือนกัน โดยเฉลี่ย คนทั้วไป สามารถรับรู้ความถี่เสียงได้ ประมาน  40Hz - 16kHz  แต่จะมีกลุ่มคนอีกส่วนที่สามารถรับความถี่ได้กว้างกว่าคนปกติ เราจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า  นักฟังหูทอง

4/04/2556

In Phase , Out of Phase เรื่อง Phase คืออะไรไปดูกัน

สวัสดีครับเพื่อนพี่ๆที่ติดตามทุกท่านวันนี้ผมจะมาพูดถึงเรื่องของ Phase(เฟส) เรื่อง ของ Phase นี้หลายท่านคงยังไม่เคยเจอเพราะส่วนมากจะทำเพลงกันบนคอมพิวเตอร์แทบทั้งหมดอยู่แล้ว พวก sample ต่างๆก็ไม่มีปัญหาเรื่องนี้ แล้วใครล่ะที่มีปัญหา ส่วนมากก็จะเป็นคนที่มีการอัดดนตรีสด เช่น อัดกลอง อัดกีต้าโดยใช้ไมล์ หรือ เครื่องดนตรีต่างๆที่ใช้ไมล์แต่ที่พบเห็นได้บ่อยคือการอัดกลอง เพราะมีไมมากกว่า สอง ตัวโอกาศเกิดขึ้นเยอะมากถ้าเราไม่รู้จักการวางไมล์ที่ถูกต้อง

ผมมีโอกาศได้รับ คำอธิบายจากพี่ในบอด www.Patid.com อีกเช่นเคยเรื่องนี้เรามาดูว่าเป็นอย่างไร


 คือ Phase ของเสียงสองเสียง ถ้าเราเทียบกัน ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
ถ้ามันตรงกันเรียกว่า In Phase
ถ้ามันตรงกันข้ามกัน เรียกว่า Out Of Phase

ลองดูรูปข้างล่างนี่ครับ


รูปเอามาจาก help ของ web apple.com หน้าที่เป็น User Manual Soundtrack Pro ครับ

หน้าตาเวฟบรรทัดล่างเป็นผลรวมจากเวฟสองอันด้านบน

จะเห็นว่า ถ้า In Phase กัน หน้าตาคลื่นจะเหมือนเดิมแต่แรงขึ้น แต่ถ้า Out of Phase กัน มันจะหักล้างกันเองหายไปเลย
อย่างในรูป มัน Out of Phase กัน 100% ก็เลยจะหักล้างกันหมดไปเลย แปลว่า ถ้าเสียงสองเสียง มีหน้าตาเหมือนกันทุกประการ
แต่ Phase ตรงกันข้าม มารวมกัน เสียงนั้นมันจะหายไปเลยครับ


คราวนี้เพลงที่เราทำมันเป็น stereo ใช่ไหมครับ
แปลว่ามี 2 แทรค คือ ซ้ายกับขวา

ถ้าเสียงไหนมัน Out of phase กันอยู่ระหว่างซ้ายขวา เราจะฟังแล้วรู้สึกว่า กว้าง
และหาตำแหน่งไม่เจอ ว่ามันอยู่ตรงไหนใน Stereo Field

แต่ถ้าเสียงไหนมัน In Phase กัน ระหว่างซ้ายขวา ก็จะฟังดูปรกติ คือจินตนาการหาตำแหน่งได้อย่างชัดเจน
จะอยู่กึ่งกลาง หรืออยู่เอียงซ้ายมานิด เอียงขวามาหน่อย แล้วแต่จุดที่เราแพนไป
ต่างจากเสียงที่ Out of Phase ที่ฟังดูแล้วจะจินตนาการตำแหน่งไม่ออก ว่าเสียงนั้นมามาจากทิศทางไหน
บางครั้งจะรู้สึกว่าเสียงนั้นมาจากข้างหลังเราเลยก็ได้

แล้วอย่างที่เรารู้ครับ คือถ้าเสียงไหนมัน Out of Phase กัน พอมันมารวมกัน มันจะหายไป หรือเบาลงไป
แสดงว่าเพลงที่เรามิกซ์มาเป็น Stereo ถ้ามันต้องรวมกันเป็น Mono มันจะเกิดการ Cancel กัน
ในเสียงที่มันเฟสตรงข้ามกัน ส่วนเสียงไหนที่เฟสทิศทางเดียวกัน พอรวมกันมันจะดังขึ้นครับ

ยกตัวอย่างเช่น เรามีเพลงที่มีเสียงร้อง และกีตาร์หนึ่งไลน์

เราแพนเสียงร้องไว้กลาง กีตาร์ไว้ซ้ายสุด แล้วเอาเวฟกีตาร์ตัวนั้นกลับเฟสแล้วไว้ขวาสุด
พอเราฟังเป็น stereo มันจะได้ยินร้องอยู่ตรงกลาง ส่วนกีตาร์นั้น ได้ยิน แต่ฟังดูจะแปลกๆ ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน
คือได้ยินเสียงกีตาร์ แต่ฟังดูเวิ้งว้าง กว้างๆ แปลกๆ

ถ้าเอาเพลงนี้มารวมทำเป็น mono จะเหลือแค่เสียงร้องอยู่ตรงกลาง
ส่วนเสียงกีตาร์นั้นจะหายไปเลย... โอ้ววว มหัศจรรย์.... ไม่เชื่อก็ลองทำดูครับ

สรุป จะเตือนให้เรารู้ว่า ถ้ามัน Out of Phase เยอะๆ จะมีปัญหาเสียงบางเสียงหายไปหากทำเป็น Mono ครับ

1/04/2556

Bit Depth คือ

Bit Depth คืออะไร ???
ขอสวัสดีทักทายพี่ๆน้องๆเพื่อนๆที่กำลังอ่านบทความอยู่ ครั้งที่แล้วได้พูดเรื่องของ Sampling Rate วันนี้ก็จะมาพูดถึงเรื่อง Bit Depth ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ Sampling Rate แต่ถ้าใครที่ยังไม่ได้อ่านเรื่อง Sampling Rate อยากให้กลับไปอ่านก่อนนิดนึงครับ เพื่อจะได้ไม่สับสน ^^

อ่านเรื่อง Sampling Rate กดนี้เลย




               



                 ก่อนจะพูดถึง Bit Depth นั้นก็ขอให้ทำความเข้าใจนิดนึงตรงที่ในหนึ่งคลื่นเวฟ ในหนึ่งคลื่นเสียงนั้นจะมีระยะห่างของจุดเสียงสูงสุดกับจุดเสียงต่ำสุด ซึ่งค่าความต่างนี้จะถูกคิดออกมาเป็นค่าเฉลี่ย โดยทางเทคนิคเรียกว่า Dynamic นั้นเอง เอาภาษาบ้านๆน่าจะ ความดังเบา แล้วกันครับ อิอิ เอาภาษาอังกฤษเหมือนเดิมดีกว่าครับ เพราะว่า แปลไทยแล้วจะงงเข้าไปใหญ่ ต่อเลยแล้วกันครับ ถ้ามี Bit Depth มาก ก็หมายความว่าในคลื่นเสียงแต่ละลูกสามารถมีความต่างของเสียงสูงสุดและต่ำสุดได้มาก ซึ่งถ้าเรากำหนด Bit Depth น้อยนั้น เมื่อเราทำการบีบอัดฟาย ยอดของคลื่นที่เลย Bit Depth ที่เราตั้งไว้จะถูกลดลงทำให้เสียคุณภาพ และ โทนของเสียงไปซึ่งสามารถฟังและเห็นข้อแตกต่างได้อย่างชัดเจน และจะมีผลต่อ เสียง ทุ้ม และ แหลม ของแหล่งกำเนิดเสียงเป็นอย่างมาก

ภาพแสดง Bit Depth 



                ผมได้หารูปจาก Google มาเป็นตัวอย่าง จะสังเกตุได้ชัดเจนว่าขนาด 1 bit เส้นกราฟจะมีความแข็งเก็บ Dynamic ได้ไม่ดี และ ต่อมา 2 และ 4 bit ก็จะมีการโค้งของ คลื่นที่สวยงามขึ้นซึ่งทำให้ได้โทนที่เหมือนแหล่งกำเนิดมากขึ้น ส่วน 16 bit จะทำได้ดีที่สุดเพราะขนาดของ Bit Depth นั้นมากที่สุดครับ



ปล.  ผมเชื่อว่าในอนาคตต้องมี Bit Depth ที่เพิ่มมากขึ้นแน่นอนจะทำให้ Digital ใกล้เคียงกับการทำเพลงแบบ Analog เพิ่มมากขึ้นไปทุกที ^^ ไปแล้วครับ สวัสดีครับ

Sampling Rate คืออะไร ?


  Sampling Rate  คืออะไรกันแน่ !!



                  หลายๆท่านที่พึ่งจะเริ่มเรียนรู้การทำเพลง หรือ ที่ศึกษาไปได้สักระยะแล้วอาจจะยังไม่เข้าใจว่าไอ้เจ้า Sampling Rate เนี่ยแท้จริงแล้วมันคืออะไรเวลา Export เพลงมันก็มักจะถามหา หรือ ตอนสร้างโปรเจคมันก็ดันมาถามอีก ก็เลยกดๆไปก่อนแล้วกันว่ะ (^-^)



                  เมื่อพูดถึง Sampling Rate แล้วจะเปรียบเหมือนกับว่า มันคือหน่วยที่ใช้วัดหรือใช้เรียกความละเอียดของความถี่ ซึ่งอยู่ในรูปของ เวฟ (Sine Wave) ยกตัวอย่างเช่นเสียงที่เราอัด คำว่า "สวัสดีครับ" ในคำนี้ก็จะมีความถี่เสียงประกอบกันอยู่ในคลื่นที่เราได้อัดไว้ หน่วยของ Sampling Rate จะเป็น kHz(กิโลเฮิรตซ์) เราจะเห็นได้ว่าแต่ละคลื่นเสียงนั้นจะมีความลาดชัน ความโค้งของคลื่นจะไม่เหมือนกันขอยกตัวอย่่าง Sampling Rate 44.100 kHz ก็คือ จำนวนจุดที่บอกตำแหน่งความถี่ในคลื่นเวฟหนึ่งๆ หมายความว่า ในคลื่นเวฟ หนึ่งลูกจะมีจุดบอกความถี่ ประมาน 4 หมื่นกว่าจุดนั้นเอง สรุปก็คือ ถ้ายิ่งมีค่า Sampling Rate มากเท่าใดนั้น ก็จะสามารถเก็บความถี่ได้เยอะมากขึ้น ซึ่งก็คือคุณภาพเวฟของเราจะดีขึ้นนั้นเอง 

ผมมีรูปมาให้ดูกันชัดๆอีกที 
              กรณีที่ 1  ถ้าเกิด Sampling Rate ของเรานั้นน้อย จะเป็นเหมือนกับกราฟ A ซึ่งสีเทาคือเสียงที่ออกมาจากเครื่องดนตรีหรือแหล่งกำเนิดเสียงต่างๆ แต่ในขณะที่เรา Record เข้าไปในคอม Sampling Rate ของเราจะบอกจุดความถี่ได้น้อยเหลือเกินทำให้เสียงที่บันทึกมานั้นความละเอียดอาจจะน้อยไปทำให้มีความถี่ไม่ครบตามแหล่งกำเนิดเสียงจริง
              กรณีที่ 2  ถ้าเกิด Sampling Rate ของเรานั้นมาก ก็จะเหมือนกับกราฟ B นั้นเอง ซึ่งจะสามารถเก็บความถี่ของแหล่งกำเนิดเสียงได้เกือบตรงแปะๆ



          แต่ !! การที่ Sampling Rate มากขึ้นก็ต้องแลกมาด้วยขนาดของฟายที่ใหญ่ขึ้นมากทีเดียว และ อุปกรณ์ในการอัดของเราก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งด้วยที่ทำให้คุณภาพเสียงนั้นออกมาดีครับ 
แต่ไม่ใช่ว่าอ่านบทความนี้แล้วจะกลับไปอัด Sampling Rate ที่ 192 kHz เลยนะครับ ฮ่าๆ อย่าไปคิดว่า Sampling Rate เยอะๆนั้นดีนักเพราะว่ายิ่งเราเก็บความถี่ได้เยอะเท่าใด เรื่องของ Hamonics อื่นๆจะตามมาอีกเยอะและทำให้เราซึ่งเริ่มทำเพลงใหม่ๆมีเรื่องปวดหัวเยอะขึ้นมากเลยละครับ ถ้าแนะนำสำหรับ Demo เพลงที่ไม่ได้ออกอัลบั้มอะไรจริงจังก็ Sampling Rate ที่ 44.100 kHz หรือ 48.000 kHz ก็น่าจะเพียงพอแล้ว 

เรื่องต่อไปเรามาพูดถึงเรื่องของ Bit Depth ในบทความหน้ากันดีกว่าครับ ติดตามชมด้วยนะครับ ไปละ ฟิ้ววว 

12/27/2555

มิกซ์เสียง ขุ่นมัว ไม่ใส Mix ฟังไม่รู้เรื่อง !!


บทความที่แล้วพูดถึงเรื่องของ Fundamental freq. และ Harmonics ตอนนี้มาต่อเรื่องของการ Cut Eq ให้เสียงที่ไม่ถึงประสงค์หายไปครับ

      การที่เสียงที่เราอัดมานั้นมีความขุ่นมัว ไม่ใส หรือ ฟังดูแล้วอึดอัด หรือ เรียกว่า Muddy หรือ Boxy นั้นอาจเป็นเพราะมีความถี่ช่วง 400-800 Hz อยู่ในเสียงนั้นๆมากเกินไป ส่วนวิธีการแก้ไข ก็ง่ายๆแต่ต้องใช้ EQ เป็นก่อน  ถ้ายังไม่รู้ตามไปดู บทความเก่าที่นี้

คลิกดูบทความเก่า   


             แนะนำให้ใช้  Sweep EQ  or  Parametric EQ

  1.  Boot หรือ Cut ความถี่  ไปประมาน 8-10 dB แต่ในที่นี้จะ Boot ความถี่ขึ้นเพราะฟังง่ายกว่า (สำหรับตัวผมนะ ฮ่าๆ)
  2. จากนั้นลอง Sweep ความถี่ไปเรื่อยๆเริ่มตั้งแต่ 50 Hz - 1 kHz เลยก็ได้แล้วลองใช้การฟังสังเกตุว่าจะมีช่วงความถี่นั้น ฟังแล้วรู้สึกอึดอัด เสียงจะอื้อๆ
  3. พอเราได้ช่วงความถี่ที่ทำให้เสียงนั้นฟังดูอื้อแล้วก็ทำการ ลด Gain หรือ Cut ความถี่ลงมานั้นเองจากนั้นลองฟังว่าเสียงมันหายหรือยัง แต่อย่าลืมว่าถ้าลดมากเสียงอาจจะบางลงได้
     
  4. ถ้าต้องการความชัดเจนของเสียงก็ลองปรับที่ย่าน เสียงกลางสูง หรือ upper mids ประมาน
    1 - 4 kHz ลองเพิ่มพอประมานนะครับ ถ้ามากไปอาจจะทำให้ฟังดูกระด้างได้
  5. ถ้าต้องการเพิ่มความเป็นประกาย จะอธิบายยังไงดีละเนี่ย เอาเป็นว่าลองเพิ่มดูช่วง 5-10 kHz ดูครับว่ามันจะเป็นแบบไหน
  6. ถ้าต้องการให้เสียงฟังดูโปร่งๆใสๆก็ลองปรับที่ช่วง 10-15 kHz ดูครับ
คำเตือน     การปรับ EQ นั้นถ้าเป็นไปได้ ควร Cut ลงเสมอ  ถ้าไม่จำเป็นไม่ควร Boot เพราะการปรับเพิ่ม
                นั้นอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของ Phase นั้นเปลี่ยนไปซึ่งอาจจะทำให้มีเสียง ที่ทำให้มิกซ์
                ยากขึ้นเพิ่มเข้ามาอีกด้วยครับ

               การแนะนำนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องปรับให้เหมือนหรือความถี่เป๊ะๆครับ ต้องลองฟังแล้วปรับดูครับ
               ถ้าผิดพลาดประการใด สามารถแจ้งได้ที่คอมเม้นด้านล่างแล้วผมจะ แก้ไขให้ครับ

Frequency ความถี่ คืออะไร แล้วใช้ยังไง ?

   

              โพสนี้ขอขอบคุณเนื้อหาที่ผมได้อ่านมาจากเว็ป  www.Patid.com  และก็ได้รวบรวมข้อมูลที่
     ได้อ่านมาสรุปให้ได้อ่านกันครับ

               หลังจากที่ได้เขียนเรื่อง EQ คืออะไรและการใช้งานไปแล้วทีนี้เราก็มาต่อกันด้วยเรื่องของ
      ความถี่ที่เราจะเลือกเพื่อ เพิ่มหรือลดนั้นเอง   วันนี้มีตารางความถี่มาให้ดูคร่าวๆ ถ้าภาพไม่ชัด
      ก็แนะนำให้เข้าไปที่เว็ปของอีกตารางนึงจากลิงค์ด้านล่างได้เลยครับ  เพราะมันจะเป็น Flash Players
      ทำให้ง่ายต่อการดูอีกด้วย   !!แต่ถ้าตาไม่ดีระวัง  มึนนะครับ ฮ่าๆๆ




 ภาพนี้ได้มาจากสมาชิกในเว็ป  Patid.com ท่านหนึ่งได้โพสไว้ผมจำชื่อไม่ได้ขออภัยด้วยนะครับ




                 เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนเลยว่า การที่เราจะ EQ เสียงแต่ละเสียงนั้น
       ไม่มีสูตรตายตัวทั้งนั้นใครที่บอกว่าให้ Cut ความถี่นี้ เพิ่มตรงนู่น แล้วเสียงมันจะดีเลยก็คงไม่ใช่
       แต่ที่เห็นส่วนใหญ่แนะนำกันนั้นคือ  ให้เราลองลดช่วง ความถี่ประมาน 200 ถึง 500 ดูว่ามันทำให้
       เสียงหาย อื้ออึง หรือไม่ ตรงนี้แหละครับสำหรับผมถือว่าแนะนำดีที่สุด เพราะแต่ละเสียงนั้นไม่ว่า
       จะใช้คนร้องคนเดียวกัน  ไม่ได้แปลว่าเสียงนั้นจะเหมือนกันซะทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย เช่น
       ไมล์ร้อง , ห้องที่ใช้อัด  หรือ Gain ที่เปิดตอนอัดเสียง  ทุกอย่างล้วนคล้องจองกันไปหมด ให้ถือว่า
       ควรฟังแล้วตัดสินใจด้วยตัวเองครับ  แต่ถ้ามีพี่เก่งๆนั่งฟังอยู่ข้างๆนั้นก็อีกเรื่องนึง ฮ่าๆๆ

                  การดูตารางคือ การสังเกตุดูที่เครื่องดนตรีที่เราจะทำการ EQ เช่นยกตัวอย่างเป็น Kick
        มีความถี่ช่วง 30-147 Hz เรียกชื่อความถี่เต็มๆว่า Fundamental frequency ถ้าเราไป Cut ที่ช่วงนี้จะ
        ทำให้ Character หรือ เอกลักษณ์ ของเสียง Kick  นั้นหายไปแต่ถ้า Boot ก็จะทำให้ได้ยินเสียง
        Kick  ชัดขึ้นเช่นกัน
                   ส่วน Harmonics นั้นก็คือตัวคูณของ Fundamental freq. เช่น  A1= 55 , A2 = 110 , A3-A4
         = 220,440 เป็นต้น


* การที่จะ mix ออกมาให้ฟังแล้วรู้สึกเคลียร์ ภาษาทาง mix เขาเรียกว่า transparency

                    เหตุผลที่เสียงที่เรามิกนั้นออกมาอู้อี้ ฟังไม่รู้เรื่องอย่างนั้น เป็นเพราะ frequency ของเสียง
          จากเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นมันทับกัน  จะทำให้เกิดการ Masking freq. ของเสียงแต่ละชิ้นเวลาเอา
          มารวมกัน
                     บาง freq. หายไป  บาง freq.จะเพิ่มขึ้น (หลักวิทยาศาสตร์เบื่องต้นของ sine wave)
           จะต้องใช้วิธี Pan หนีกัน หรือใช้ EQ ตัด - เพิ่ม เหมือนการทำหน้าที่เป็นตำรวจจราจร


                     ส่วนเรื่องที่ว่าเราจะรู้ได้ยังไงว่าเสียงมัน Masking (ซ้อนทับ) กันหรือไม่  ต้องฟังเอาครับ
           หรือหา Spectrum analyzer มาดู แต่วิธีง่ายๆคือ

           1. ตั้ง Level ของเสียงทั้งหมดให้เท่าๆกัน

           2. Pan ทุกอย่างให้อยู่ Center

           3. เริ่มจาก Track แรก   Pan ไปช้าๆซ้ายและขวาหากคุณได้ยินเสียงมันเลื่อนไปตามที่คุณ Pan
               แสดงว่า OK  หากไม่ได้ยินเสียงมันเลื่อน แสดงว่าเสียงมันทับกัน คุณต้องใช้ EQ หลบหลีก
               กัน จากนั้นก็ทำกับ Track อื่นๆต่อไป

                      ส่วนตัวอย่างการหลบความถี่ เพื่อไม่ให้ไปทับกันเช่นจะมิก Kick กับ Bass นั้น เราต้อง
               เลือกว่าจะให้อะไรเด่น เช่นเพลง Rock ต้อง Kick นำ เราก็เพิ่มตรง Fundamental freq. ของ kick
               และเราต้องไปลด freq. ของ Bass ที่ทับกับ Kick อยู่เพื่อให้ Bass ไม่ไปบัง Kick นั้นเอง จากนั้น
               เราค่อยไปเพิ่ม Harmonics  freq. ของ Bass เพื่อให้เสียง Bass ชัดขึ้นเป็นต้น


*ลองศึกษาและทำดูครับ ทำไปบ่อยๆจะรู้สึกง่ายขึ้นเองครับ

Cradit :  www.patid.com  ข้อมูลที่มา 1  ข้อมูลที่มา 2

EQ คืออะไร หรือ Equalizer คืออะไร ,มีหน้าที่อะไร ?

                  

                   ถ้าพูดถึง EQ หลายๆคนจะได้ยินกันจนชินหู บ้างก็บอกว่าเอาไว้ปรับเสียง บ้างก็บอกเอาไว้
         กันลำโพงพังบ้างต่างๆนาๆ  แต่วันนี้จะมาพูดถึง EQ ที่อยู่ในโปรแกรม Logic pro คือ Channel EQ
         ว่าส่วนต่างๆนั้นมีอะไรบ้าง  แล้วเดี๋ยวผมจะทำคลิปให้ดูกันอีกทีจะได้เข้าใจมากขึ้นครับ




       ในส่วนของ EQ นั้นมีส่วนหลักๆ ทีใช้ในการปรับค่าต่างๆก็มีดังนี้





  1. a คือ ส่วนที่แสดงกราฟความสูงต่ำของ Ampitude เวลาเราปรับค่าต่างๆ กราฟนี้จะแสดง
            เป็นคลื่นให้เห็น
  2. b คือ ส่วนของการเลือกช่วงความถี่ ที่เราต้องการจะ Boot หรือ Cut ก็คือ เพิ่มหรือลดใน
            ช่วงความถี่นั้นๆ
  3. c คือ ส่วนของการเพิ่มระดับความดัง ที่เราได้เลือกความถี่เอาไว้จะมีหน่วยเป็น dB สามารถ
            เพิ่มได้ตามความดังที่ซอฟแวร์กำหนดมา  เช่น Channel EQ ตัวนี้ สามารถปรับได้มาก
            สุดคือ + 24  หรือ - 24  dB ครับ
  4. d คือ ส่วนของการปรับค่า Q หรือ ค่าความกว้างของกราฟ ว่าจะให้มีความกว้างเท่าไหร่ถ้า
            ค่าเยอะจะแคบ ถ้าค่าน้อยกราฟจะกว้างครับ
  5. e คือ ส่วนของการเลือกรูปแบบ EQ Type สัญลักษณ์ด้านซ้ายสุดนั้นจะเป็น Type แบบ High Cut
            ส่วนอันที่ 2 เป็น Low Shelving  อันที่ 3 - 6 เป็น Type แบบ Parametric bell อันที่ 7 เป็น
            High Shelving  อันที่ 8 จะเป็น High Cut


ตัวอย่างของ EQ Type คร่าวๆนะครับ 










*ขอบคุณที่ติดตามนะครับ ^^